<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119835</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/10/2021 18:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/10/2021 18:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผบ.ตร.กำชับทุกหน่วยเตรียมพร้อม รองรับมาตรการผ่อนคลายโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ต.ค.64 - พ.ต.อ.กฤษณะ &amp;nbsp;พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ &amp;nbsp;กล่าวถึงกรณีที่ ศบค. มีมติที่ประชุมเมื่อวันที่14 ต.ค.64 ปรับลดพื้นที่สีแดงเข้มเหลือ 23 จังหวัดและปรับเวลาเคอร์ฟิว 23.00-03.00 น. อย่างน้อย 15 วัน เริ่ม 16 ต.ค.64 เป็นต้นไป พร้อมผ่อนคลายกิจกรรม-กิจการเพิ่มเติม แต่ยังคงงดจำหน่ายและดื่มสุราในร้านอาหาร นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประยุทธ์ &amp;nbsp;จันทร์โอชา &amp;nbsp;นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีความห่วงใยต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 แต่ในขณะเดียวกันได้เล็งเห็นความสำคัญเพื่อให้การขับเคลื่อน ระบบเศรษฐกิจสามารถดำเนินการควบคู่ไปด้วย จึงได้มีการผ่อนคลายกิจกรรม-กิจการ ตามมติของ ศบค. พร้อมได้กำชับให้หน่วยงานทุกภาคส่วนดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมดำเนินการตามนโยบายรัฐบาล &amp;nbsp;โดยมอบหมายให้ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ &amp;nbsp;กิตติประภัสร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(มค.) ลงไปกำกับดูแล พร้อมกำชับการปฎิบัติของทุกหน่วยในสังกัดที่เกี่ยวข้อง &amp;nbsp;โดยให้ประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานด้านความมั่นคง หน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ สร้างการรับรู้ มาตรการในการป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 ตามแนวทางของ ศบค. และ ตามประกาศ คำสั่ง ของผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละพื้นที่ อย่างเคร่งครัด &amp;nbsp;การตรวจคัดกรองนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้าประเทศไทยตามพิธีการคนเข้าเมือง &amp;nbsp;การดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและนักท่องเที่ยว &amp;nbsp;รวมถึงการออกตรวจสอบ กวดขัน สถานประกอบการ ร้านค้า ให้ปฏิบัติตามคำสั่ง ประกาศ ข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องในแต่ละพื้นที่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวต่ออีกว่า ผบ.ตร. ได้กำชับให้ทุกหน่วยในพื้นที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการให้เกิดผลอย่างจริงจัง มีผลการปฎิบัติเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง เพื่อบรรลุเป้าหมายรองรับตามนโยบายรัฐบาลสำหรับการเตรียมพร้อมเพื่อเปิดประเทศ และการผ่อนคลายกิจกรรม-กิจการ รวมถึงให้ประสานงานกับหน่วยร่วมปฏิบัติในพื้นที่ ออกตรวจสอบสถานประกอบการ แหล่งมั่วสุม หรือสถานที่มีประชาชนแออัดจำนวนมาก ตามกลุ่มพื้นที่จังหวัด ที่ ศบค. ได้กำหนด พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 23 จังหวัด &amp;nbsp;พื้นที่ควบคุมสูงสุด 30 จังหวัด และพื้นที่ควบคุม 24 จังหวัด รวมถึงสร้างการรับรู้ให้คำแนะนำกับผู้ประกอบการและประชาชนในมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของ covid-19 ปฏิบัติตามมาตราการทางสาธารณสุข พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พ.ร.บ.ควบคุมโรคฯ และการปรับเงื่อนไข กิจกรรม-กิจการ ตามพื้นที่ ศบค. ได้กำหนด เช่น พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ห้ามออกนอกเคหสถาน ตั้งแต่เวลา 23.00-03.00 น. เป็นเวลาอย่างน้อย 15 วัน ปรับเวลาเปิด กิจกรรม-กิจการต่างๆ ได้ถึงเวลา 22.00 น. &amp;nbsp;รวมถึงการจัดการประชุมและจัดงานตามประเพณีนิยมได้ในศูนย์แสดงสินค้า ศูนย์ประชุม หรือสถานที่จัดนิทรรศการ ตามที่กำหนด สถานดูแลผู้สูงอายุ &amp;nbsp;เปิดดำเนินการให้สามารถรับไป-กลับได้ สำหรับทุกพื้นที่ ศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า คอมมิวนิตี้มอลล์ ให้เปิดตู้เกมส์ เครื่องเล่น ร้านเกมส์ ที่เล่นรายบุคคล หรือแข่งเป็นคู่ได้ (ยกเว้นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ยังไม่เปิดให้บริการ) การจัดกิจกรรมรวมกลุ่มปรับเพิ่มตามระดับพื้นที่เป็น 50,100 ,200 ,300,500 คน เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกทั้ง ผบ.ตร. ขอบคุณและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ทุ่มเท เสียสละ กำลังกาย กำลังใจ ในการ &amp;nbsp; ออกตรวจสอบสถานประกอบการแหล่งมั่วสุมที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของเชื้อ covid-19 ตามกลุ่มพื้นที่จังหวัดที่ ศบค. ได้กำหนด ซึ่งยังคงให้งดจำหน่ายและดื่มสุราในร้านอาหาร รวมทั้งการฝ่าฝืนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้หากประชาชนหรือนักท่องเที่ยวต้องการความช่วยเหลือหรือแจ้งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง สามารถโทรมายังหมายเลขสายด่วน191 หรือ 1599 ตลอด 24 ชม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119835</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ต.อ.กฤษณะ  พัฒนเจริญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211015/image_big_6169573541280.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110954</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/07/2021 13:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/07/2021 13:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ผบ.ตร.&#039; สั่งตำรวจเด็ดขาด ดำเนินคดีฝ่าฝืน พรก.ฉุกเฉิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ก.ค. 64 - พ.ต.อ.กฤษณะ &amp;nbsp;พัฒนเจริญ รองโฆกษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงตามที่เว็ปไชต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ ลงวันที่ 23 ก.ค.64 เรื่อง การขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร(คราวที่13) โดยให้ขยายระยะเวลาการใช้บังคับประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ &amp;nbsp;ทั่วราชอาณาจักรออกไปอีกคราวหนึ่ง สำหรับประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ยังคงมีผลใช้บังคับต่อไป ทั้งนี้ตั้งแต่ 1 ส.ค.64 &amp;ndash; 30 ก.ย.64&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประยุทธ์ &amp;nbsp;จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ห้วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 พร้อมกำชับการปฏิบัติของหน่วยงานความมั่นคง สาธารณะสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงมีมาตรการเร่งด่วนเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.อ.สุวัฒน์ &amp;nbsp;แจ้งยอดสุข &amp;nbsp;ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จึงขับเคลื่อนตามนโยบายของทางรัฐบาลและศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19(ศบค.) อย่างจริงจังต่อเนื่อง &amp;nbsp;โดยสั่งการให้ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปม.ตร.) ลงไปขับเคลื่อนกำชับทุกหน่วยงานในสังกัด ประสานการปฎิบัติกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ สนับสนุนภารกิจเมื่อมีการร้องขอ การจำกัดการเคลื่อนย้ายของบุคคลเพื่อสกัดกั้นป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสให้อยู่ในวงจำกัด การตรวจคัดกรองการ เข้า-ออกพื้นที่จังหวัดที่มีการควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ตามที่รัฐบาลได้ประกาศข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 28) พร้อมเน้นสร้างการรับรู้ ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบ เพื่อปฎิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ประกาศ คำสั่ง ข้อกำหนด ของ ศบค. และผู้ว่าราชการจังหวัดทุกพื้นที่ &amp;nbsp;และกวดขันบังคับใช้กฎหมายในกรณีที่มีเจตนาฝ่าฝืนหรือท้าทายกฎหมาย โดยเฉพาะการผลิตและแชร์ Fake News ต่างๆสร้างความสับสนตื่นตระหนกให้กับประชาชน การรวมกลุ่มกัน การมั่วสุม การลักลอบจัดกิจกรรม &amp;nbsp;การมั่วสุม ลักลอบจำหน่ายสุราและยาเสพติด การลักลอบเล่นการพนัน อบายมุขในรูปแบบต่างๆการแข่งรถ หรือกิจกรรมในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของเชื้อโรค รวมทั้งดำเนินคดีอาชญากรรมที่ซ้ำเติมความเดือดร้อนประชาชนห้วงการแพร่ระบาดโควิด19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวต่ออีกว่า ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ฝากขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกหน่วยที่ร่วมกันปฎิบัติหน้าที่และมีผลการจับกุมผู้ที่มีเจตนาฝ่าฝืนกฎหมายอย่างต่อเนื่อง &amp;nbsp;โดยในห้วงที่ผ่านมามีผลจับกุมการรวมกลุ่มมั่วสุม ลักลอบจัดกิจกรรมสังสรรค์ เสพยาเสพติด เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด ส่งดำเนินคดีไปแล้วหลายราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกทั้งยังได้กำชับให้ทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ฝ่ายปกครอง หน่วยสาธารณะสุข และหน่วยที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด สนับสนุนกำลังพลในการปฏิบัติภารกิจเมื่อมีการร้องขอ ออกตรวจสอบ ดำเนินคดีกับผู้ที่มีเจตนาฝ่าฝืนหรือท้าทายกฎหมาย ประกาศ คำสั่ง ข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ อาทิ การมั่วสุม จัดงานสังสรรค์ ลักลอบเล่นการพนัน การแข่งรถหรืออบายมุขในรูปแบบต่างๆที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส &amp;nbsp;โดยเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายยึดการปฏิบัติตามมาตรการการป้องกันโรคโควิด-19 อย่างเคร่งครัด หากพื้นที่ใดมีการปล่อยปละละเลย ก็จะพิจารณาความบกพร่องทางวินัยและอาญาอย่างเด็ดขาด หากพบเบาะแสการกระทำความผิด สามารถแจ้งมายังสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติหมายเลข 191 และ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110954</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ต.อ.กฤษณะ  พัฒนเจริญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210520/image_big_60a6038ce88db.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100670</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/04/2021 15:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/04/2021 15:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตร.เตือนแชร์ข่าวปลอมแพร่โควิด-19ทำปชช.ตื่นตระหนกมีโทษคุก 5 ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 เม.ย.64-พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ โฆษกกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เปิดเผยถึงกรณีการแชร์ข่าวปลอมบนสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ว่า เนื่องด้วยสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ประกอบกับนโยบายของรัฐบาลที่ส่งเสริมการ Work From Home ทำให้พี่น้องประชาชนต้องอยู่บ้านกันมากขึ้นเพื่อป้องกันและลดอัตราเสี่ยงการติดเชื้อ จากการแพร่ระบาดดังกล่าว ส่งผลให้วิถีชีวิตของพี่น้องประชาชนเปลี่ยนไป และมีการทำกิจกรรมต่างๆ บนสื่อสังคมออนไลน์มากยิ่งขึ้น แต่ก็ยังมีการแชร์ข้อมูลข่าวสารซึ่งไม่เป็นความจริงหรือข่าวปลอมกันเป็นจำนวนมากบนสื่อสังคมออนไลน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างกรณีมีการแชร์ข่าวสารว่าในพื้นที่เยาวราชนั้นมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 เป็นจำนวนมาก ขอให้งดการเดินทางไปพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งภายหลังศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย ได้ออกมาชี้แจงกรณีดังกล่าวไม่เป็นความจริง หรือกรณีการแชร์ข่าวสารว่า ในพื้นที่มี่ทำการไปรษณีย์ สาขาเพชรบุรีซอย 19 มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 10 กว่าราย ซึ่งภายหลังการตรวจสอบก็พบว่าไม่เป็นความจริงเช่นกัน ซึ่งผลการการแชร์ข้อมูลดังกล่าว ทำให้ประชาชนได้เกิดความตื่นตระหนกจนไม่กล้าเดินทางไปพื้นที่ดังกล่าว ทำให้ผู้ประกอบกิจการในพื้นที่ได้รับผลกระทบ และในช่วงการระบาดของเชื้อโควิด-19 ที่การใช้ชีวิตเป็นไปอย่างลำบากและเศรษฐกิจย่ำแย่อยู่แล้วยังเป็นการซ้ำเติมจิตใจของพี่น้องประชาชนอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การกระทำลักษณะดังกล่าว อาจจะเข้าข่ายความผิดฐาน นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 มาตรา 14(2) จำคุกไม่เกิน 5 ปีหรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ที่ผ่านมา พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. มีนโยบายให้ทุกหน่วยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมถึงกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ให้เร่งสร้างการรับรู้ให้กับพี่น้องประชาชน ให้ทราบถึงพิษภัยในรูปแบบต่างๆ นอกจากนี้ยังได้เร่งสั่งการให้ พล.ต.ท.กรไชย คล้ายคลึง ผบช.สอท. ได้ขับเคลื่อน โดยการเร่งทำการสืบสวนปราบปราม จับกุมผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดี เพื่อเป็นการจำกัดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น และตัดโอกาสในการกระทำความผิดต่อไป&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100670</URL_LINK>
                <HASHTAG>-พ.ต.อ.กฤษณะ  พัฒนเจริญ, ตำรวจ, แชร์ข่าวปลอม, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210425/image_big_60852d826e4b0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98278</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/04/2021 10:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/04/2021 14:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตือนภัยเกษตรกรเหยื่อมิจฉาชีพลวงยกหนี้นอกระบบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 เม.ย.64 - &amp;nbsp;พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รอง โฆษก ตร.และ โฆษก กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) กล่าวถึงกรณีที่สมาคมสถาบันการเงินของรัฐได้ออกประกาศ &amp;ldquo;เตือนภัยเกษตรกร! ระวังมิจฉาชีพหลอกยกหนี้ในระบบ&amp;rdquo; ว่า กรณีดังกล่าวไม่ใช่การหลอกลวงในรูปเเบบใหม่เเต่อย่างใด เป็นการหลอกลวงที่มีมานานเเล้ว เป็นการกระทำแบบเดิมๆ หลอกลวงเเบบเดิมๆ แค่เปลี่ยนข้อความในการล่อลวง เช่นเดียวกับ กรณีที่มีการส่ง SMS ว่าได้รับสิทธิ์ในการกู้เงินออนไลน์ หรือกรณีที่มีการปลอมเป็นธนาคารหลอกให้ทำธุรกรรมทางการเงินที่เคยได้เกิดขึ้นมาแล้วก่อนนี้ โดยรูปแบบของมิจฉาชีพคือ ส่งลิงก์ที่เเนบไปกับข้อความ หลอกว่าท่านได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ เช่น ได้รับการยกหนี้สิน ได้รับเงิน ได้สิทธิกู้เงิน ได้ส่วนลดต่างๆ นาๆ เมื่อเหยื่อหลงเชื่อก็จะคลิกลิงก์เข้าไปกรอกข้อมูลส่วนตัวต่างๆ จากนั้นมิจฉาชีพก็จะติดต่อมา อ้างว่าการกู้เงินต้องมีเงินค้ำประกัน หรืออ้างว่าคนเยอะเป็นค่าลัดคิว หลอกต่อว่าถ้าอยากได้เงินเร็วต้องโอนเงินมาเพิ่มอีก เมื่อมิจฉาชีพได้เงินเเล้ว ก็หลบหนีไป ซึ่งกรณีที่เป็นข่าว ก็เป็นหนึ่งในอุบายที่เหล่ามิจฉาชีพใช้นั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองโฆษก ตร. ยังฝากเตือนไปยังผู้กระทำความผิดว่า หากมีพยานหลักฐานไปถึงท่าน การกระทำของท่านอาจจะเข้าข่ายความผิดฐาน นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ด้วยข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ตาม พรบ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14(1) มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับและความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองโฆษก ตร.กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. มีนโยบายให้ทุกหน่วยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมถึงกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ให้เร่งสร้างการรับรู้ให้กับพี่น้องประชาชน ให้ทราบถึงพิษภัยและรูปแบบของการฉ้อโกงต่างๆ นอกจากนี้ยังได้เร่งสั่งการให้ พล.ต.ท.กรไชย คล้ายคลึง ผบช.สอท. ได้ขับเคลื่อน โดยการเร่งทำการสืบสวนปราบปราม จับกุมผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดี เพื่อเป็นการจำกัดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น และตัดโอกาสในการกระทำความผิดต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รอง โฆษก ตร. และ โฆษก บช.สอท. กล่าวว่า ฝากเตือนไปยังพี่น้องประชาชนให้ระวัดระวังเมื่อได้รับข้อความในลักษณะดังกล่าว ควรตรวจสอบแหล่งที่มาให้ดีเสียก่อนว่าเชื่อถือหรือไม่ หลีกเลี่ยงการกดลิงก์ที่น่าสงสัยหรือไม่ทราบแหล่งที่มา อย่ากรอกข้อมูลส่วนตัวใดๆ ลงในลิงก์ หรือแอปพลิเคชัน เนื่องจากอาจจะเป็นช่องทางของกลุ่มมิจฉาชีพทำขึ้นใช้ในการล้วงข้อมูลส่วนตัวก่อนนำไปหาประโยชน์ในทางมิชอบ ไม่หลงเชื่อคำเชิญชวนที่ดีเกินจริง ควรรายงานสแปม และกดบล็อกหมายเลขที่ส่งโฆษณาต้องสงสัยหรือ SMS ขยะ หากได้รับข้อความแล้วไม่แน่ใจว่าเป็นความจริงหรือไม่ ก็ขอให้ตรวจสอบกับทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างเช่นกรณีข้างต้น ก็ขอให้ตรวจสอบกับสถาบันการเงินของรัฐ และหากพบเบาะแส สามารถแจ้งไปยัง ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม หมายเลขโทรศัพท์ 1111 ต่อ 87, Call Center ของ ศปอส.ตร. หมายเลขโทรศัพท์ 1599 หรือทาง Facebook กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี บช.สอท. - CCIB.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98278</URL_LINK>
                <HASHTAG>-พ.ต.อ.กฤษณะ  พัฒนเจริญ, เตือนภัยมิจฉาชีพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210404/image_big_6069671511bce.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80375</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/10/2020 18:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/10/2020 18:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อ่วม! &#039;ไผ่ ดาวดิน&#039; พร้อมพวกถูกตำรวจแจ้ง 8 ข้อหาฝ่าฝืน พรบ.ชุมนุมสาธารณะ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ต.ค.63 - พ.ต.อ.กฤษณะ &amp;nbsp;พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. เปิดเผยว่า มีการควบคุมตัวแกนนำและกลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เนื่องจากกลุ่มผู้ชุมนุมได้ฝ่าฝืน พ.ร.บ.ชุมนุมนุมสาธารณะฯ ไม่มีการแจ้งการชุมนุมต่อเจ้าพนักงาน และมีการกระทำความผิดกฎหมายในฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวส่ง พนักงานสอบสวน สน.สำราญราษฎร์ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รอง โฆษก ตร. กล่าวต่ออีกว่า ฝากขอความร่วมมือให้ผู้ชุมนุมปฎิบัติตนตามกรอบของกฎหมาย ไม่ไปละเมิดสิทธิของผู้อื่น เจ้าหน้าที่ตำรวจจะปฎิบัติหน้าที่โดยใช้หลักรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ควบคู่กันไป เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยให้กับสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เจ้าหน้าที่เจรจาขอให้กลุ่มผู้ชุมนุมกลับขึ้นไปชุมนุมบนทางเท้าบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย หน้า รร.สตรีวิทยา แต่การเจรจาไม่เป็นผล และเกิดการปะทะกันเล็กน้อย กระทั่งเวลาประมาณ 16.00 น. ตำรวจเข้าจับกุมนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ&amp;nbsp;ไผ่ ดาวดิน&amp;nbsp;บนรถปราศรัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพจเฟซบุ๊ก โปลิศไทยแลนด์ ระบุว่า ตำรวจได้แจ้งดำเนินคดี&amp;nbsp;8 ข้อหา ได้แก่&amp;nbsp;1.ขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน ป.อาญา มาตรา 368 จำ 10 วัน ปรับ 5,000&amp;nbsp;2.มั่วสุม 10 คนขึ้นไป ก่อให้เกิดความวุ่นวาย ป.อาญา มาตรา 215&amp;nbsp;3.กีดขวางจราจร พรบ.ทางบก มาตรา 114+148 ปรับ 500&amp;nbsp;4.กีดขวางขยะ พรบ.ความสะอาด 19,39,40,32&amp;nbsp;5.สาดสีลงพื้นถนน พรบ.ความสะอาด มาตรา 12&amp;nbsp;6.กีดขวาง ป.อาญา มาตรา 385 ปรับ 5,000&amp;nbsp;7.สาดสีใส่ เจ้าหน้าที่ทำให้เสียทรัพย์ ป.อาญา มาตรา 358 และ&amp;nbsp;8.ใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต พรบ.ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง พ.ศ.2493 มาตรา 4 และ 9&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80375</URL_LINK>
                <HASHTAG>14ตุลา, จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา, พ.ต.อ.กฤษณะ  พัฒนเจริญ, พรบ.ชุมนุมสาธารณะ, ม็อบนักศึกษา, ม็อบล้มเจ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200928/image_big_5f713bf011ffd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73171</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/08/2020 13:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2020 12:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตำรวจลุยอายัดศพ &#039;จารุชาติ&#039;พยานคดีบอสกระทิงแดง ผ่าพิสูจน์อีกรอบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;2 ส.ค.63 พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รอง โฆษก ตร. เปิดเผยว่าตามที่มีกระแสข่าวการอายัดศพ นายจารุชาติ มาดทอง พยานคดีของ นายวรยุทธ (บอส) อยู่วิทยา เพื่อนำกลับมาชันสูตรพลิกศพสืบหาการเสียชีวิตนั้น

ได้รับรายงานจาก สภ.ภูพิงค์ จว.เชียงใหม่ ว่า ช่วงเช้าของวันนี้ (2 ส.ค. 63) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นครพิงค์ ได้ขอความร่วมมือกับทางญาติและครอบครัว นายจารุชาติ มาดทอง ผู้เสียชีวิต จากคดีอุบัติเหตุขับขี่รถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต เมื่อคืนวันที่ 30 ก.ค. 63 ในการนำศพกลับมาชันสูตรพลิกศพโดยละเอียดอีกครั้ง ณ นิติเวช โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ซึ่งเป็นการชันสูตรพลิกศพครั้งที่ 2 เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและสามารถตอบคำถามสังคมได้ โดยพนักงานสอบสวนจะนำผลการชันสูตรพลิกศพทั้ง 2 ครั้ง เข้าประกอบสำนวนการสอบสวน

โดยก่อนหน้านี้ ภายหลังจากเกิดเหตุ พนักงานสอบสวน ได้ทำการบันทึกตรวจสถานที่เกิดเหตุ ถ่ายภาพที่เกิดเหตุประกอบคดี ร่วมกับเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน ตรวจที่เกิดเหตุเก็บวัตถุพยานต่างๆ ร่วมกับแพทย์ชันสูตรพลิกศพเบื้องต้น แล้วได้ส่งศพผู้เสียชีวิตไปชันสูตรที่ นิติเวช โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ พร้อม ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน เร่งสืบสวนขยายผลหาความเชื่อมโยงกับคู่กรณีและข้อมูลการใช้โทรศัพท์ ตลอดจนทำการสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน ตามขั้นตอนกฎหมาย

รอง โฆษก ตร. กล่าวต่ออีกว่า สำหรับการเสียชีวิตของนายจารุชาติฯ เป็นการเสียชีวิตที่ผิดธรรมชาติและสังคมยังมีความเคลือบแคลงสงสัยในประเด็นการเสียชีวิต รวมถึงความเชื่อมโยง ในการเป็นพยานในคดีของ นายวรยุทธ (บอส) อยู่วิทยา ซึ่งในเรื่องนี้ คณะพนักงานสอบสวน ได้ทำสำนวนการสอบสวน แบ่งออกเป็น 2 คดี คือ 1.สำนวนคดีจราจร และ 2.สำนวนชันสูตรพลิกศพ โดยยังคงต้องรอผลการชันสูตรพลิกศพจากแพทย์นิติเวช ประกอบกับ ผลการตรวจสถานที่เกิดเหตุจากกองพิสูจน์หลักฐาน และ ข้อมูลทางการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน ในประเด็นข้อสงสัยต่างๆ

โดย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้กำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ดำเนินการด้วยรวดเร็วและความรอบคอบ เพื่อเร่งคลี่คลายประเด็นข้อสงสัยในทุกประเด็น จนสิ้นกระแสความ และเกิดความชันเจนรอบด้าน ตลอดจนต้องสามารถตอบคำถามสังคมและประชาชนได้อย่างเป็นเหตุและผล โดยอาศัยพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และพยานหลักฐานที่มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงทางคดีเป็นสำคัญ เพื่อเร่งสร้างความเชื่อมั่นและความมั่นใจในกระบวนการยุติธรรมให้กับประชาชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73171</URL_LINK>
                <HASHTAG>-พ.ต.อ.กฤษณะ  พัฒนเจริญ, จารุชาติ มาดทอง, พยานคดีกระทิงแดง, อายัดศพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200716/image_big_5f1016e68b5a4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67882</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/06/2020 12:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/06/2020 12:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รองโฆษกตร.ไม่รู้&#039;วันเฉลิม&#039;ถูกอุ้มในกัมพูชาโบ้ยเป็นเรื่องนอกราชอาณาจักร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 มิ.ย.63 - พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ( ตร.) กล่าวถึงกรณีนายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ชาวอุบลราชธานี อายุ 37 ปี นักเคลื่อนไหว- นักกิจกรรมที่ทำงานร่วมกับองค์กรพัฒนาเอกชนหลายด้าน ที่ถูกอุ้มตัวหน้าโรงแรมกลาง กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชาว่า ทราบข่าวจากสื่อ ว่า สำหรับนายวันเฉลิม ที่ถูกอุ้มตัวเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับตาม พ.ร.บ คอมพิวเตอร์ ปี2561ที่ไปแชร์และโพตส์ข้อความ ที่ส่วนหนึ่งได้ถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้แล้ว จำนวน8-9คน ซึ่งการอุ้มในครั้งนี้เราไม่ทราบเพราะอยู่นอกราชอาณาจักร ส่วนการปฎิบัติการเป็นการดำเนินการของเจ้าหน้าที่กัมพูชา ตามหมายจับหรือไม่นั้น ตอนนี้ยังไม่มีการประสานงานจากทางกัมพูชา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์นักเคลื่อนไหว- นักกิจกรรมที่ทำงานร่วมกับองค์กรพัฒนาเอกชนหลายด้านได้หนีไปประเทศกัมพูชา หลังเกิดรัฐประหารในเดือนพฤษภาคม 2557 โดยนายวันเฉลิม ได้ถูกเรียกให้ไปรายงานตัวตามคำสั่ง คสช. แต่นายวันเฉลิม กลับไม่ไปจึงถูกออกหมายจับกระทั้งต่อมา มีข่าวว่านายวันเฉลิม ได้ลี้ภัยไปอยู่ที่ประเทศลาว โดยรายงานข่าวมาจากหน่วยงานความมั่นคงของไทยและต่อมาพบว่านาย วันเฉลิม ได้ไปอยู่ที่กัมพูชา ทำธุรกิจเกี่ยวกับการเกษตรที่นั่น กระทั่งมีข่าวว่าถูกอุ้มตัวในกรุงพนมเปญ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67882</URL_LINK>
                <HASHTAG>-พ.ต.อ.กฤษณะ  พัฒนเจริญ, นายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์, ผิดพ.ร.บ.คอมพ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200605/image_big_5ed9d42b65fe3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
